วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2553

งานที่ยากที่สุด คือการคิด

เฮนรี่ ฟอร์ด ผู้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ยี่ห้อฟอร์ดกล่าวไว้ว่า "งานที่ยากที่สุด คือการคิด จึงไม่ค่อยมีคนอยากจะคิดกันสักเท่าไร"


การคิดคือ สิ่งที่มนุษย์ทำได้ดีกว่าสิ่งมีชีวิตประเภทอื่น ๆ ในโลกนี้ คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตต่างใช้ความสามารถนี้เพื่อทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น และสร้างชีวิตในแบบที่ตนต้องการ คุณ เท่านั้นที่สามารถริเริ่มสร้างสรรค์ ทัศนคติและ ความคิดต่าง ๆ ขึ้นได้ พลังความคิดนั้น เป็นสิ่งที่ ทั้งวิเศษ และก็น่ากลัว ในเวลา เดียวกัน แต่มนุษย์มีความสามารถด้านความ รู้สึก นึกคิดที่บางครั้งผู้อื่นก็ไม่เข้าใจ

แอนโธนี่ ร็อบบินส์ ได้เขียนหนังสือชื่อ "Unlimited Power" ขึ้นเพื่อขยาย ความเกี่ยวกับทฤษฎี Neuro Linguistic Programming ซึ่งเป็นทฤษฎี เรื่องอำนาจแห่งจิตใจ การควบคุม

อำนาจแห่งจิตใจและใช้อำนาจนี้ให้เกิดประโยชน์ ทฤษฎีนี้เดิมพัฒนาขึ้น เพื่อเป็นระบบการสื่อ สารที่ใช้ระบบประสาทส่วนกลาง จากระบบดังกล่าวนี้ ร็อบบินส์จึงเขียน หนังสือขึ้นเพื่อชี้แนวทางในการปลดปล่อย อำนาจแห่งจิตใจนี้เพื่อให้คุณ บรรลุเป้าหมาย ที่ครั้งหนึ่งคุณเคยคิดว่าไกลเกินเอื้อม

ขั้นแรกในการใช้ประโยชน์จากความสามารถด้านจิตใจที่แท้จริงของคุณคือ คุณต้อง เข้าใจสิ่งที่ร็อบบินส์อ้างถึงในหนังสือของเขาในฐานะกลไกกระตุ้นทั้ง 7

>>1.ไฟ

ผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงต่างก็มีพลังขับภายในตัวซึ่ง ต่างจาก ผู้อื่น พลังที่ว่านี้คือ ความปรารถนาอันล้ำลึก ที่เป็นเชื้อเพลิง ให้ก้าวไปสู่ความ สำเร็จ ได้ในที่สุด พลังนี้จะอยู่ในตัว พวกเขาตลอด 24 ชั่วโมง และไม่มีวัน เหือด หาย ไฟแห่งความมุ่งมั่นจะทำให้ผู้นั้น เต็มไป ด้วยความทะเยอทะยาน เขาจะไม่ยอม รามือจนกว่า จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่หวังไว้

>>2.ความเชื่อมั่น

เวอร์จิล กวีโรมันกล่าวไว้ว่า "ความเชื่อมั่นทำให้คนเราทำได้ทุกสิ่ง" คุณจะทำเงินได้ มากมาย หากคุณเชื่อมั่นว่าคุณทำได้ แต่ถ้าขาดความ เชื่อมั่นแล้ว ทุกอย่างก็จะดู ห่างไกลไปหมด สัจธรรมอย่างหนึ่งของชีวิต ก็คือ ขอบเขตความสามารถของ มนุษย์มาจากจิตใจ เมื่อจิตใจ เชื่อมั่นว่า ทำได้แล้ว ก็ไม่มีอะไรเกินความสามารถเลย ถ้าคุณขยายขอบเขต ความ เชื่อมั่นใน ความสามารถของคุณเองแล้ว ก็เท่ากับว่าคุณ ได้ ขยายขอบเขต ความสำเร็จ ของตนเองให้ กว้างขึ้นอีกด้วย ขอยกตัวอย่างชาย คนหนึ่ง ซึ่งมีชีวิต อยู่ท่ามกลางความยากลำบาก แต่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นว่าสักวันจะประสบความสำเร็จ ต่อไปนี้คือชีวิตคร่าว ๆ ของเขา



>ล้มเหลวในการทำธุรกิจเมื่ออายุ 31

>แพ้การแข่งขันด้านกฎหมายเมื่ออายุ 32

>ล้มเหลวในการทำธุรกิจอีกครั้งเมื่ออายุ 34

>สูญเสียคู่ชีวิตเมื่ออายุ 35

>มีอาการได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง จนล้มป่วยเมื่ออาย 36

>แพ้การเลือกตั้งเมื่ออายุ 38

>พ่ายแพ้ไม่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาเมื่ออายุ 43

>พ่ายแพ้ไม่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาอีกครั้งเมื่ออายุ 46

>พ่ายแพ้ไม่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาเมื่ออายุเมื่ออายุ 48

>พ่ายแพ้ไม่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาเมื่ออายุ 55

>พลาดไม่ได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดีเมื่ออายุ 56

>พ่ายแพ้ไม่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาอีกครั้งเมื่ออายุ 58

>ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐเมื่ออายุ 60



>>3.กลยุทธ์

กลยุทธ์คือแผนเกมชีวิตของคุณ เปรียบเสมือนแผนที่ที่จะนำพาคุณ ไปสู่ความสำเร็จ ความเชื่อ มั่นอย่างเดียวคงไร้ผลหากขาดกลยุทธ์ ที่เหมาะสมไว้เป็นแนวทาง กลยุทธ์ ที่ดี จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จโดยไม่ทำให้ชีวิตหักเห และเป็นทางลัดสู่เป้าหมายที่สั้นที่สุด

>>4.ตั้งคุณค่าให้ชัดเจน

ก่อนอื่นเราต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต เราสำรวจว่าเรามี ความรู้สึก อย่างไรต่อสิ่งเหล่านี้ เช่น ความรัก ความภูมิใจในตัวเอง อิสระ ความเป็นเลิศ ความ เป็นเจ้าของ ความรักชาติ และความโอนอ่อนผ่อนปรน เพราะสิ่งเหล่านี้คือ ค่านิยม ในสังคมที่คนทั่วไปใช้เป็นบรรทัดฐาน ในการ ตัดสินซึ่ง คนส่วนใหญ่เห็น ตรงกัน ว่าเป็นเรื่องสำคัญ หากเราไม่มี ความเชื่อ เรื่องคุณค่าที่ชัดเจนแล้ว การจะเชื่อ ในสิ่งอื่น ๆ ที่ไม่มีค่าสำหรับเรา ก็เป็นเรื่องยาก เมื่อเราตั้งระบบความเชื่อ เรื่องคุณค่า ของเรา ได้แล้ว เราก็จะ สามารถ กำหนดวิถีทางที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ โดยมี พื้นฐาน มาจากความ สำคัญก่อนหลัง ที่เรามีต่อคุณค่าในด้านต่าง ๆ การให้ความ สำคัญ เรื่องคุณค่าจะทำให้เรามีแนวทางที่ชัดเจนขึ้น

>>5.เรี่ยวแรง

ร่างกายที่แข็งแรงคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จนอกจากนั้นเราก็ควรมีจิตใจและทัศนคติที่ "แข็งแรง" เช่นกันความลับสู่ร่างกายที่แข็งแรงพร้อมลุยก็คืออาหารที่มีประโยชน์เราจึงควรสร้างสุขนิสัยที่ดีในการกินและตีตัวออกห่างอาหารขยะจำพวกฟาสต์ฟูดทั้งหลายส่วนความแข็งแรงทางด้านจิตใจและสติปัญญานั้น มาจากสภาพแวดล้อม ที่ดีรอบตัวเรานั่นเอง

>>6.มนุษยสัมพันธ์

เราคงเคยเห็นคนที่สามารถเข้าได้ผู้อื่นได้ทุกคน ในการสร้างสัมพันธ์ กับผู้อื่นนั้น เราควรระลึกเสมอว่าคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงควรเคารพ ความแตกต่าง ระหว่างบุคคลและเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มากที่สุด

>>7.อย่าให้ใจเป็นนาย

อย่าตกเป็นทาสของจิตใจ คุณควรใช้สมองเป็นหลักแทนที่จะปล่อย ให้จิตใจ เป็นตัวนำชีวิต เมื่อคุณควบคุมจิตใจของตนเองได้แล้ว เราก็จะสามารถ บังคับทั้งใจและกายให้สอดคล้องกัน และนำคุณสู่ความสำเร็จได้โดยง่าย

ความรักมีอยู่ 6 ชนิดEros

เมื่อพูดถึงความรัก ทุกคนมักรู้สึกว่ารู้จักดีหรือเคยมีประสบการณ์มาบ้าง แต่ถ้าให้นิยามว่าความรักคืออะไร ส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หลายคนอธิบายความหมายของความรักในรูปแบบต่าง ๆ กัน ซึ่งแต่ละความหมายอาจใช้อธิบายความรักได้ไม่เสมอไปทุกกรณี


ความรักเป็นความรู้สึกอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจแฝงไว้ด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง จนยากแก่การอธิบาย ในพจนานุกรมศัพท์จิตเวชเองก็ไม่ได้ให้คำนิยามไว้ แต่อธิบายว่าคำที่มีความหมายใกล้เคียงที่สุดที่น่าจะเป็น "ความชื่นชมยินดี (Pleasure)" เวลาที่เรารู้สึกว่ารักใครเรามักมีความชื่นชมยินดีในบุคคลนั้น หรือชื่นชมยินดีที่ได้พบ และอยู่ใกล้ชิดบุคคลนั้น John Lee เขียนไว้ในหนังสือของเขาชื่อ The colors of love ว่าความรักมีอยู่ 6 ชนิดด้วยกัน

ความรักมีอยู่ 6 ชนิดEros เป็นความรักที่มีความใคร่ และปรารถนาจะรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง เกี่ยวกับบุคคลที่รัก รวมทั้งประสบการณ์กับบุคคลที่รักอย่างสมบูรณ์ Mania เป็นความคลั่งไคล้หลงใหลและเรียกร้องหาบุคคลที่รัก ถ้าผิดหวัง มักวิตกกังวลและปวดร้าว Ludis เป็นความรักที่มีอัตตาสูง มองความรักเป็นเสมือนเกมที่ต้องเอาชนะ Storage เป็นความรักฉันท์เพื่อน พบได้ในหมู่เพื่อนสนิท Agape เป็นความรักที่มีแต่ความอดทนให้อภัยและการให้ Pragma เป็นความรักที่มีเหตุผลซึ่งเกิดขึ้นหลังจากมีการ ไตร่ตรองแล้ว

การเกิดความรักมีปัจจัยหลายอย่างเกี่ยวข้อง ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งคือความใกล้ชิด (Proximity) คนเราโดยทั่วไปมักมีโอกาสรักคนใกล้ชิดมากกว่าบุคคลที่อยู่ห่างไกล ซึ่งตรงกับคำกล่าวที่ว่า "ไกลตัวก็ไกลใจ" ในวงราชการและสถานที่ทำงานใด ๆ เราจะเห็นความจริงข้อนี้ได้ชัดเจนว่า คนที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน แต่อยู่ไกลตัวผู้บังคับบัญชา มักได้รับการพิจารณาความดี ความชอบ น้อยกว่าคนใกล้ชิด ซึ่งบางคนแทบจะไม่ได้ทำงานราชการอะไรเลย นอกจากเป็น ผู้รับใช้ส่วนตัวเท่านั้น

เด็กเล็ก ๆ ยังไม่รู้เดียงสา ไม่สามารถแยกแยะความรู้สึกที่เป็นนามธรรมได้ แต่ก็ยังสามารถบอกได้ว่ามีความรักต่อแม่และบุคคลใกล้ชิด ซึ่งให้การดูแลอุ้มชู ความรักของเด็กเป็นแบบง่าย ๆ และปนเปกับความรู้สึกต้องการพึ่งพิง (Dependency) ต่อบุคคลที่รักนั้น

เมื่อเติบโตเข้าสู่วัยรุ่น ความรักเริ่มมีความสัมพันธ์กับเรื่องเพศ ซึ่งโดยทั่วไป จะมีความสนใจ รักใคร่เพศตรงข้าม มีบางส่วนที่มีการเรียนรู้มาไม่ค่อยถูกต้อง ทำให้ความสนใจมาอยู่ที่ เพศเดียวกัน ซึ่งเรียกว่า "รักร่วมเพศ (Homosexuality)" คล้ายกับการเล็งเป้าหมายผิด แล้วโดนล็อคไว้อย่างนั้น

ความรักของวัยรุ่นโดยมากยังไม่ใช่ความรักที่จริงจังนัก แต่เป็นไปตามอารมณ์ ที่แปรเปลี่ยนได้ง่าย จึงมักเรียกว่า ความรักแบบลูกสุนัข หรือ Puppy love ปัจจัยหนึ่งที่เป็นสิ่งดึงดูดความสนใจรักใคร่จากบุคคลอื่น ได้แก่ "รูปสมบัติ" ความสวยงามของรูปร่างหน้าตาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนเริ่มสนใจและมีแนวโน้ม จะเกิดความรักได้ง่าย ทั้งนี้เพราะความสวยเป็นสิ่งที่เจริญหูเจริญตาแก่ผู้พบเห็น ใครได้ควงคู่หรือแต่งงานด้วยก็มักมีความภาคภูมิใจ นอกจากนั้นความสวยความหล่อ ยังถูกนำไปโยงเข้ากับ "ความดี" ซึ่งความจริงแล้วไม่มีความสัมพันธ์กันเลย

คนจำนวนมากมีความโน้มเอียงที่จะเชี่อว่าคนที่สวยหรือหล่อที่พบเห็นนั้นเป็นคนดีเทพนิยายที่ได้ยินมาตั้งแต่เด็กก็มีแต่เรื่องของเจ้าชายรูปงามกับเจ้าหญิงแสนสวย ที่เป็นคนใจดีทั้งนั้น แต่ในชีวิตจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น คนหลายคนจึงถูกหลอกได้ง่ายเพราะหลงใหลในรูปสมบัติคนอื่น

คุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจก็คือ "ความคล้ายคลึงกับตนเอง" ในสังคมโดยคนที่มีความคล้ายกันในด้านเชื้อชาติ, ศาสนา, วัฒนธรรม, การศึกษา, เศรษฐกิจ, ค่านิยม, ความสนใจ ก็มักเข้าพวกกันได้ง่ายหรือคบหาสมาคมกันมากกว่า คนที่แตกต่างกัน มาก ๆ จึงพบว่าคนรวยแต่งงานกับคนรวย คนอาชีพเดียวกันหรือใกล้เคียงกันแต่งงานกัน มากกว่าคนที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย อีกประการหนึ่งการเลือกคนที่มีคุณสมบัติเหมือนตนเอง ก็เป็นการแสดงว่าพอใจ ในคุณลักษณะที่มีอยู่หรือเห็นว่าตนเองนั้นดีอยู่แล้ว อย่างน้อยคนที่เหมือนกับเรา ก็เข้ากับเราได้ดีกว่าคนอื่น

มีบางคนที่มีความสนใจในคนที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากตนเอง เพราะเชื่อว่าสามารถ เข้าคู่กันได้ คนที่ชอบแบบนี้ อาจมีความต้องการ อยากมี หรืออยากเป็น อย่างคนที่ตนเลือกนั้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ คนจนที่พยายามแต่งงานกับคนรวย หรือคนขี้เหร่ที่พยายามแสวงหาคู่ ที่สวยงาม

ความรักระหว่างเพศตรงข้ามซึ่งนำไปสู่การแต่งงาน เรียกว่า Passionate love ความรักชนิดนี้มักมีความร้อนแรงในอารมณ์ มีความสุขและความเจ็บปวดแฝงอยู่ เป็นความรักที่มีความคาดหวังจะได้รับการตอบสนองสูง หากสมหวังก็มีความสุข หากผิดหวังก็มีความทุกข์ คนที่กำลังมีความรักแบบนี้มักมีความวิตกกังวลกลัวผิดหวัง และมักตาบอดในการรับรู้คุณสมบัติที่ไม่ดีของคนรัก

นักทฤษฎีส่วนน้อยเชื่อว่า แท้จริงแล้วความรักมักแฝงไว้ด้วยความก้าวร้าว และความต้องการทำลายอยู่เสมอ และหากเชื่อว่าไม่มีความรู้สึกนี้แล้ว จะไม่มีความตื่นเต้นในเรื่องเพศและทำให้เกิดความเบื่อหน่ายเมินเฉย บางคนจึงกล่าวว่าสิ่งที่ตรงข้ามกับความรักไม่ใช่ความเกลียด แต่เป็นความเฉยเมย

ปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้คนเกิดความรักได้มากขึ้น คือ ภาวะตื่นเต้นหรือเสี่ยงอัตราย จากการศึกษาพบว่า คนที่พบกันในภาวะที่ตื่นเต้นหรือเสี่ยงภัย จะเกิดความสนใจ และรักกันได้มากกว่าคนที่พบกันในยามปกติ

การวิจัยพบว่าปัจจัยหลายอย่างที่เป็นตัวกระตุ้นให้มีความรักความใคร่ได้ง่ายขึ้น เช่น ความวิตกกังวล, ความกลัว, ความหึงหวง, ความเหงา, ความโกรธ หรือแม้แต่ ความเศร้าโศก

มีคำกล่าวอยู่ว่าความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือความรักของแม่ที่มีต่อลูก เพราะเป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข (Unconditional love) ไม่ว่าลูกจะดีจะเลวอย่างไรแม่ก็ยังรักลูกอยู่เสมอ คำกล่าวนี้น่าจะเป็นจริงโดยส่วนใหญ่ แต่ก็พบบางที่แม่บางคนไม่รักลูกก็มี เคยมีความเชื่อว่าความรักของแม่ที่มีต่อลูก เกิดจากสัญชาตญาณหรือฮอร์โมน แต่ปัจจุบันนี้เลิกเชื่อกันแล้ว

คนเราทุกคนที่มิได้มีจิตใจผิดปกติ สามารถมีความรักได้ทั้งต่อคน, สัตว์และสิ่งของ เริ่มตั้งแต่รักตัวเอง, แม่พ่อ, ญาติสนิทมิตรสหาย, เพื่อนร่วมงาน, เพื่อนร่วมชาติ และเพื่อนร่วมโลก ตลอดไปจนรักสัตว์, รักสิ่งแวดล้อมและรักโลก

ความรักที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต้องเป็นความรักที่มีเหตุผล ไม่ใช่ความหลงใหล (Infatuation) ต้องไม่เป็นไปตามอารมณ์ชั่ววูบแต่เกิดจากความสัมพันธ์ที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น และได้ผ่านการพิจารณาไตร่ตรองแล้วว่ามีเหตุผลสมควรรัก

ความผิดหวังและเรื่องเศร้าที่เกิดขึ้นจากความรักที่ไม่เหมาะสมมักเกิดขึ้น เพราะการใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล และเกี่ยวข้องกับความไม่มีวุฒิภาวะของคน

การมีความรักเป็นสิ่งที่ดี แต่จะรักใครชอบใครต้องมีเหตุผลด้วยจึงจะเสริมสุขภาพจิต ไปรักคนผิดยิ่งคิดยิ่งกลุ้มนะครับ

การวางแผนเลือกคู่ชีวิต

กล่าวกันว่า ผู้หญิงนั้น เกิดมาภายใต้การควบคุมและบงการของฮอร์โมนเพศหญิงที่เรียกว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งนับถือกันโดยทั่วไปว่า เป็นฮอร์โมนแห่งความรัก เป็นฮอร์โมนที่บงการให้ผู้หญิงเกิดมาเพื่อความรัก... ความผูกพัน


ผู้หญิง จึงมีจิตใต้สำนึกที่จะแสวงหาความรักเสมอๆ เกิดมาเพื่อที่จะค้นหาว่า มีใครรักเธอจริงบ้างไหม และเมื่อเธอค้นพบแล้ว เธอก็จะพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้เขาเป็นของเธอคนเดียวตลอดไป

ใครเคยฟังเพลงผู้หญิงในห้วงของความรัก หรือ WOMAN IN LOVE คงจะซาบซึ้งดี เพราะบทเพลงดังกล่าวมีเนื้อร้องท่อนหนึ่งบอกว่า ...ฉันจะทำทุกอย่าง เพื่อที่จะทำให้เธออยู่ในอ้อมแขนของฉันตลอดไป ยิ่งเด็กสาววัยรุ่นแล้ว เป็นวัยที่กำลังจะแตกสาวและอยากมีคนรักใจจะขาด หลายต่อหลายคน พยายามหาหมอดูว่า จะพบเนื้อคู่เมื่อไร หลายต่อหลายคนเสี่ยงเซียมซีว่า จะพบเนื้อคู่ที่ไหน และหลายต่อหลายคนผิดหวังจนต้องร้องไห้ เมื่อมีใครก็ไม่รู้ทำนายว่า จะต้องอยู่เป็นโสด หรือชายคนรักจะทอดทิ้งไป

เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นครั้งที่เท่าไรก็นับไม่ได้ แต่ที่ต้องทำคือ ไปเยี่ยมเยือนเมืองเกียวโตที่เป็นเมืองหลวงเก่า ซึ่งเป็นเมืองที่ผู้คนจากทั่วโลกเดินทางไปเยี่ยมชมโบราณสถาน และวัฒนธรรมเก่าแก่ที่หลงเหลือให้ดู และหลายต่อหลายแห่งได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกที่ล้ำค่า

แน่นอนว่า การไปเที่ยมชมเมืองเกียวโตจะต้องไปเที่ยวชมวัด... และวัดหนึ่งที่คนนิยมไปเยี่ยมชมก็เห็นจะหนีไม่พ้น วัดคิโยมิซุ หรือที่คนไทยส่วนใหญ่ชอบเรียกว่า วัดน้ำใส เพราะวัดนี้จะมีบริเวณหนึ่งที่มีสายน้ำสามสาย ไหลผ่านหลังคาลงมายังบ่อเบื้องล่าง

กล่าวกันว่า การดื่มน้ำแต่ละสายนั้น สายหนึ่งจะทำให้เรืองปัญญา สายหนึ่งจะทำให้ร่ำรวยเงินทองยศวาสนา และสายสุดท้ายทำให้มีสุขภาพแข็งแรง ตามคำบอกเล่ามาแต่โบราณ บางตำราก็ว่า ให้ดื่มได้แค่สายเดียว บางตำราก็บอกว่าดื่มได้สองสาย แต่ทุกตำราเห็นพ้องตรงกันว่า ห้ามดื่มทั้งสามสายอย่างเด็ดขาด เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังอาจจะเกิดผลร้ายด้วย เด็กก็มักจะดื่มสายน้ำที่ทำให้เกิดปัญญา หนุ่มสาวก็มักจะดื่มสายน้ำที่ทำให้ร่ำรวยมีอำนาจวาสนา ในขณะที่ผู้สูงวัยก็จะดื่มสายน้ำที่ทำให้สุขภาพดี และมีชีวิตที่ยืนยาว เคล็ดลับของสายน้ำสามสาย จึงเหมือนเทพเจ้าฮกลกซิ่วตามตำราจีน!! แต่ก่อนจะถึงบริเวณดื่มน้ำดังกล่าว จะมีพระพุทธรูปหน้าดำองค์หนึ่ง ซึ่งกล่าวกันว่าศักดิ์สิทธิ์มาก เพราะสามารถที่จะอธิษฐานขอเนื้อคู่ได้ดังที่หวังและตั้งใจ และใครที่มีคู่แล้วก็สามารถขอให้มีชีวิตคู่ที่ยืนยาวได้ แต่ไม่มีตำราบอกว่า ถ้ามีคู่แล้วจะขอมีคู่เพิ่มใหม่ จะได้ไหม... และในลานกว้างหน้าพระพุทธรูปดังกล่าว จะมีการเดินอธิษฐานแบบหนึ่ง คือ หลับตาเดินบนก้อนหินถ้าเดินตรงไปได้โดยไม่ตกและแตะเสาหินที่ปลายทางได้ ที่อธิษฐานเกี่ยวกับความรักไว้จะสมหวัง เด็กผู้หญิงหลายต่อหลายคนเดินไปไม่ถึงจุดหมายตกลงกลางทางก่อน เด็กผู้หญิงอีกหลายคนสามารถเดินผ่านไปจนถึงปลายทาง แต่แตะเสาไม่ถูก หลายต่อหลายคนร้องไห้ ด้วยความผิดหวัง... โดยลืมไปว่าที่จริงแล้วการอธิษฐานดังกล่าวนั้น เป็นปัญหาธรรมที่จะต้องครุ่นคิดให้เข้าใจกระจ่างว่า คนเรานั้น เมื่อมีความรักแล้ว บางครั้งถ้ารักแบบผิดๆ ก็จะทำให้เหมือนเป็นคนตาบอด เดินไม่ถูกทาง และเดินไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง

แค่ลืมตาตื่นขึ้นมา แล้วเดินไปก็สามารถเดินไปตรงทาง และเดินไปถึงจุดหมายปลายทางได้แล้ว แต่ทำไมเด็กสาวๆ เหล่านั้นไม่เข้าใจ... คำตอบก็เพราะยังเด็กอยู่ และอาจจะยึดติดกับวัตถุนิยมจนเกินไป ปริศนาธรรมง่ายๆ เท่านี้... จึงไม่เข้าใจ แล้วคุณผู้อ่านเล่า... เข้าใจหรือยัง!!! เพราะถ้าเข้าใจแล้ว... การแสวงหาคู่ชีวิตที่ร่วมเรียงเคียงหมอนก็ง่ายขึ้น

การจะแสวงหาใครสักคนมาเป็นคู่ครอง คู่คิด และคู่ชีวิตนั้น เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่จะต้องสู้ และมีการเตรียมตัวเตรียมใจที่จะมีชีวิตคู่ด้วยความรัก

การเตรียมตัวมีคู่ จึงเป็นส่วนหนึ่งของความรัก กับชีวิตคู่เสมอๆ... กล่าวกันว่า "การเริ่มต้นที่ดีเท่ากับมีชัยไปกว่าครึ่ง" ประโยคดังกล่าวนั้น เป็นความเห็นทีมีมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลแล้ว และสามารถนำมาใช้ได้ในทุกเรื่องราวที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น การเรียนหนังสือ การทำงาน ธุรกิจ สงคราม การตลาด รวมทั้ง...การมีคู่ครอง ...และในการจะมีคู่ชีวิตสักคนนั้น ก่อนที่จะตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่กับใคร ต้องพยายามเปิดตาให้กว้างๆ ศึกษากันให้มากและนานพอที่จะตัดสินใจว่า คนนี้แหละที่เราจะต้องอยู่ด้วยกัน ใช้ชีวิตร่วมกันในเกือบจะทุกสิ่งทุกอย่างไปตลอดชีวิต ถ้าเป็นไปได้ และแน่นอนเราคงจะต้องมี 'ลูก' เป็นโซ่ทองคล้องชีวิตคู่

การวางแผนที่ดีย่อมนำไปสู่ความสำเร็จฉันใด การวางแผนเลือกคู่ชีวิตก็นำไปสู่ความสุขในการใช้ชีวิตคู่เช่นกัน

เราคงจะมาเรียนรู้จากการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ไม่บ่อยครั้งนักหรอก!! และเมื่อเราตัดสินใจไปแล้ว...ก็ต้องเดินหน้าต่อไป ปรัชญาของการใช้ชีวิตคู่ แม้ว่าจะมีหลากหลาย แต่จุดมุ่งหมายมีอยู่อย่างเดียวก็คือ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของคนสองคน ถ้าจะถามว่าการจะดำเนินชีวิตคู่ให้ราบรื่น และสามารถฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปได้แล้วละก็ เคล็ดลับอยู่ที่คำสองคำนี้คือ อดทน และอดออม ที่จริงก็เป็นคำสองคำที่เป็นเคล็ดลับในการทำความสำเร็จให้ชีวิตในทุกเรื่องราวนั่นแหละจริงไหม เพียงแต่ต้องนำมาประยุกต์ใช้กับการครองคู่และการวางแผนครอบครัวให้สอดคล้องกันเท่านั้น การมีชีวิตคู่ จึงจะมีความสุขราบรื่นเหมือนที่ฝันไว้

อดทน ที่จะรอคอยในยามที่คนรักต้องจากไปทำงานยังต่างจังหวัดต่างแดน หรือกลับจากทำงานในยามดึก อดทนที่จะไม่เปล่งวาจาจากอารมณ์โกรธ เกลียด ไม่พอใจออกมา อดทนต่อความรู้สึกที่ว่า ทำไมเราต้องปรับตัวเข้าหา แล้วทำไมอีกคนหนึ่งถึงไม่ปรับตัวเข้าหาเราบ้าง อดทนต่อนิสัยบางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในยามรักกันใหม่ๆ แล้วมาแสดงออกในตอนหลัง อดทนต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองให้สอดคล้องและสอดประสาน กับความต้องการของคนรัก และรู้สึกดีใจ ภูมิใจที่ทำได้เพื่อใครคนนั้น...ที่เรารัก

อดออม แน่นอนว่า การที่คนสองคนมาใช้ชีวิตคู่ด้วยกันนั้น เงินทองย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตร่วมกัน หากทั้งสองรู้จักอดออมถนอมทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความยากลำบากร่วมกัน และพิจารณาการใช้อย่างถูกต้องแล้ว นาวารักของทั้งสองก็จะสามารถฝ่ามรสุมต่างๆ ไปได้ด้วยดี แน่นอนว่า การใช้จ่ายบางครั้งต้องมีการจ่ายส่วนตัว... ที่เป็นส่วนตัวจริงๆ และไม่จำเป็นจะต้องบอกให้คู่ครองรู้ เพราะบางครั้งคนเราก็ต้องมีเรื่องส่วนตัวบ้าง ควรจัดแบ่งเงินทองให้เรียบร้อยว่า นี่เป็นเงินกองกลางที่จะต้องพิจารณาการใช้จ่ายร่วมกัน และแบ่งส่วนที่เป็นส่วนตัวของแต่ละคนแยกออกไป โดยแบบนี้ จะได้มีความรู้สึกว่า มีส่วนร่วมในการจัดการบริหารการเงินด้วยกัน ขณะเดียวกัน ก็ยังคงมีอิสระในการจับจ่ายใช้สอยบางสิ่งบางอย่างอยู่ แน่นอนว่า อดทน ... และอดออม คงจะไม่ใช่เคล็ดลับทั้งหมดในการใช้ชีวิตคู่หรอก เพราะยังต้องวางแผนการมีบุตรกันอีก ว่าอยากจะมีบุตรกี่คน ควรเว้นระยะห่างการมีบุตรเท่าใดดี คนหัวปีจะให้เป็นลูกชายหรือลูกสาว และใครควรจะเป็นคนคุมกำเนิด เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ หนุ่มสาวจะต้องหาเวลาพูดคุยกันก่อนที่จะใช้ชีวิตคู่ และพูดจากันด้วยเหตุด้วยผล โชคดีที่ในยุคปัจจุบัน คุณหมอเริ่มเข้ามามีส่วนเป็นคนกลางในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นก่อนจะใช้ชีวิตคู่กัน ลองไปปรึกษาคลีนิกตรวจความพร้อมก่อนสมรสสักหน่อย อาจจะได้ข้อคิดดีๆ ที่มีประโยชน์ในการดำเนินชีวิต และการใช้ชีวิตคู่ไม่มากก็น้อย แถมยังได้ตรวจด้วยว่า มีโรคภัยไข้เจ็บอะไรที่จะเป็นอุปสรรค ขัดขวางการใช้ชีวิตคู่ด้วย เรียกว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นกตั้งหลายตัว

แค่วางแผนครอบครัว... ก่อนที่จะมีครอบครัว แล้วคุณจะมีครอบครัวที่คุณฝันเอาไว้...เป็นความฝันที่เป็นความจริง เป็นความฝันของการจะมีชีวิตคู่ด้วย...ความรัก

ความมั่นใจในตนเอง

มีรายการหนึ่งมาสัมภาษณ์เรื่อง การสร้างความมั่นใจให้ตนเอง ขณะนี้คนขาดความมั่นใจกันมาก ทั้งในแง่ธุรกิจ การงาน การศึกษา สังคมและครอบครัว คนจึงมีอาการโลเล ลังเล ไม่มั่นใจ วิตก กังวล ระแวง ว่าที่คิดไปแล้วนั้นถูกหรือผิด ที่ทำไปแล้วนั้นใช่หรือไม่ จะคบใครก็ไม่แน่ใจว่าจะคบดีหรือไม่ จะลงทุนก็ไม่กล้าลงทุน กลัวสิ่งนั้นกังวลสิ่งนี้ ดูๆ แล้วผู้คนในสังคมกำลังขาดความมั่นใจกันขึ้นทุกวันๆ


ผมให้สัมภาษณ์ไปว่า ผมอยากเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ ว่าความมั่นใจของคนเรานั้น เปรียบเสมือนปริมาณทองคำแท่งในตัวของเราทุกคน บางคนมีจำนวนมาก บางคนมีจำนวนน้อย และบางคนไม่มี แต่ส่วนใหญ่จะมีอยู่แล้วทั้งนั้นในปริมาณแตกต่างกัน

คนที่จะมีความมั่นใจได้ก็คือคนที่มองเห็นคุณค่าของทองคำแท่งในตัวของตัวเอง ซึ่งมีไม่เท่ากันแต่ก็มีค่าทั้งนั้น บางคนก็มองเห็น บางคนก็มองไม่เห็นหรอกแม้จะมีอยู่มากก็ตาม หลายๆ คนมีทองคำแท่งอยู่เป็นจำนวนมากแต่ไม่เคยมอง กลับมองเห็นแต่กองขยะในชีวิต หรือสิ่งที่ไม่ดีในตัวเอง จึงไม่มีความมั่นใจในตัวเอง

บางคนมีทองคำแท่งนิดเดียว แต่มองเห็นได้ชัดและตระหนักในความมีค่าของมัน เขามีความมั่นใจในตัวเองตามความเป็นจริงของเขา

นั่นก็คือคนที่จะมีความมั่นใจในตัวเองได้ คือคนที่ตระหนักในความมีคุณค่าของตนเองได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในเวลานั้นทั้งดีหรือว่าเลวลง เขาก็ตระหนักในความมีค่าของเขาอยู่เหมือนเขามีทองคำแท่งอยู่ในตัวของเขา ทำให้เขามั่นใจตัวเองได้ ไม่มีความกลัว ไม่โลเล ไม่กังวล ไม่ระแวง ไม่ท้อถอย

คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มักมีความมั่นใจในตัวเองตามความเป็นจริง เสมือนเขามั่นใจในทองคำแท่งในตัวเขาทุกคน ไม่ว่าจะมีมากหรือมีน้อย แต่มันก็มีค่า เมื่อเขานึกถึงความมีค่าของตัวเขาก็ทำให้เขามั่นใจ กล้าหาญ กล้าลงมือทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างดีต่อไป



ผมได้เสนอวิธีสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองง่ายๆ ดังนี้

1. ให้นึกถึงทองคำแท่งในตัวเองเสมอๆ คือ ให้นึกถึงความดีหรือความเก่งที่ตัวเองเคยทำได้แล้วเสมอๆ แม้จะทำได้เพียงเล็กน้อยก็ใช้ได้ เช่น เคยช่วยคนยากจน เคยช่วยสัตว์ที่ลำบาก เคยทำบุญ นึกถึงเพียง 2-3 อย่างก็พอ นึกบ่อยๆ จนเกิด "ความเชื่อ" ว่าตัวเองมีค่าที่ทำสิ่งที่ดีๆ ได้แล้ว โอกาสที่จะทำความดีความเก่งต่างๆ ต่อไปอีกก็มีได้มากขึ้น เมื่อชื่นชมตัวเอง เชื่อว่าตัวเองมีค่า ก็เกิดความมั่นใจตัวเองตามความเป็นจริงได้

2. ให้หัดตัดสินใจและรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้นๆ การเลือกตัดสินใจเป็นการใช้ปัญญาของมนุษย์ คนจะเลือกตัดสินใจแตกต่างกันตามประสบการณ์ ความคิด ความรู้ ความกลัว หลักง่ายๆ และให้นึกถึงความรักเพื่อนมนุษย์เข้าไปด้วย ผลของการตัดสินใจมักไม่ผิดพลาด ขอให้คิดว่าเมื่อเรา "กล้า" ตัดสินใจสักหนึ่งครั้งแล้ว โอกาสจะ "กล้า" ตัดสินใจต่อๆ ไปจะมากขึ้น เมื่อตัดสินใจแล้วก็รับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้น ถ้าผลออกมาดีก็ทำต่อไป ถ้าผลออกมาไม่ดี ก็ตัดสินใจใหม่ได้ เปลี่ยนแปลงได้ไม่เป็นไร และให้ถือว่าเป็นประสบการณ์ของชีวิต ชีวิตต้องมีประสบการณ์ทั้งนั้น ทั้งที่พอใจและไม่พอใจ ไม่เช่นนั้นชีวิตจะไม่มีค่าหรอก

3. ลดความกลัว คนจะนึกถึงความกลัวจนไม่กล้าตัดสินใจ และไม่มั่นใจตัวเอง จงลดความกลัว โดยให้นึกถึงคำว่า "กล้า" ให้บ่อยขึ้น บอกกับตัวเองสิว่า กล้าหาญมากขึ้นทุกวันๆ ทุกนาทีที่ผ่านไป ความกล้าหาญเป็นคุณสมบัติที่ดีของชีวิต ถ้าเรานึกว่าเรามี เราก็จะมีมากขึ้นทันที แต่ถ้าเรานึกว่าเราไม่มีความกล้า มีแต่ความกลัว เราก็จะ "เชื่อ" ว่าเราไม่กล้า มีแต่ความกลัวตลอดชีวิต

4. เลิกสงสารตัวเอง ในกรณีที่ตัดสินใจแล้วได้ผลไม่น่าพอใจ หรือคิดว่าตัดสินใจผิด

น่าจะตัดคำว่า "สงสาร" ออกไปจากคำพูดและความคิดเสีย ควรใช้คำว่า "เห็นอกเห็นใจ" จะดีกว่า ถ้าหากทำสิ่งใดแล้วไม่ได้ตั้งใจนึกก็ให้เห็นอกเห็นใจตัวเอง ไม่ซ้ำเติมตัวเอง จงให้กำลังใจตัวเองและลงมือทำใหม่ได้ ทุกอย่างจะกลายเป็นประสบการณ์ ถ้าผลออกมาดีก็ทำต่อไปตามแบบที่ทำแล้วนั้น ถ้าไม่ดีก็ให้เปลี่ยนเสีย ทำสิ่งใหม่เสีย ก็แค่นั้นเอง ขอให้นึกเสมอๆ ว่าเวลาทำอะไรให้ทำเต็มที่ ตัดสินใจแล้ว ทำเต็มที่แล้ว ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น เพราะทำเต็มที่แล้ว ให้ถือว่าเก่งมากและดีมากแล้ว ส่วนผลที่ออกมานั้นเราควบคุมไม่ได้หรอก ปล่อยไปตามธรรมชาติเถิด ไม่เป็นไรหรอก ผลเป็นอย่างไรก็ให้ยอมรับ แต่ไม่ใช่ความผิดของเรา ถ้าคิดอย่างนี้ เราจะเกิดกำลังใจและเกิดความมั่นใจ และมีความกล้าที่จะลงมือทำในสิ่งที่ควรทำตลอดไป

5. เลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ทั้งกับคนที่ดีกว่าและคนที่ด้อยกว่า เพราะถ้าเปรียบเทียบตัวเองบ่อยๆ กับคนอื่น ทั้งกับคนอื่นที่เด่นกว่าหรือด้อยกว่า คุณจะไม่รักตัวเองในที่สุด หรือมีพฤติกรรมที่ไม่น่ารักตามมามากขึ้น เช่น ถ้าคุณเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่ด้อยกว่า คุณจะหยิ่ง หรือหลงตัวเองได้ง่ายๆ ไม่น่ารักหรอก หรือบางคนมัวแต่สงสารคนอื่นจนตัวเองหมดความสุข และถ้าคุณเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่เด่นกว่า คุณอาจอิจฉาเขาหรือแข่งขันมากจนไม่เป็นสุข หรือคุณอาจจะรู้สึกต่ำต้อยจนกลายเป็นปมด้อยและไม่เป็นสุกเช่นกัน จงเปลี่ยนการเปรียบเทียบเป็นการยอมรับจะดีกว่าครับ เช่น ถ้าประจักษ์ว่าเราทำได้ดีกว่าคนอื่น หรือคนอื่นด้อยกว่าก็ให้ยอมรับ และมีจิตเมตตาคนอื่นอยากช่วยคนอื่นมากขึ้น ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น ไม่ใช่ต้องทำให้ได้ทั้งหมด เพราะจะทำให้เป็นทุกข์ได้อีก

แต่ถ้าประจักษ์ว่าคนอื่นดีกว่าเราก็ให้ยอมรับ และให้รู้สึกยินดีกับเขา หรือเลียนแบบอย่างที่ดีจากเขาก็ได้ ซึ่งจะทำให้ได้มิตรภาพและความเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น ขณะนี้มีคนขาดความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ทำให้สังคม ครอบครัว และตัวเขาเองไม่มีความสุข มีหลายๆ คนมาปรึกษาที่คลินิกด้วยเรื่องการขาดความมั่นใจในตัวเองนี้ ทั้งที่หลายคนเป็นคนเก่ง หลายๆ คนจบระดับปริญญาเอก ผมต้องวิเคราะห์จากประวัติครอบครัว การอบรมเลี้ยงดูตั้งแต่วัยเด็กและสิ่งแวดล้อม แรงกระทบที่จารึกไว้ในระดับจิตใต้สำนึก ซึ่งมีแตกต่างกัน แล้วจึงแนะนำช่วยเหลือ แนะแนวคิด ซึ่งแต่ละรายจะไม่เหมือนกัน ที่เขียนแนะนำมานี้น่าจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง ลองนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ผมอยากเห็นสังคมไทยมีคนที่มีความมั่นใจในตัวเองมากยิ่งขึ้น กล้าตัดสินใจและลงมือทำสิ่งที่เหมาะสม และรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นได้มากขึ้น ถ้าทำไม่เหมาะ ไม่ควร ก็หยุดเสีย เลิกเสีย และทำใหม่ได้

รู้จักเมตตาคนที่ด้อยกว่า และยินดีกับคนที่เด่นกว่า จะทำให้ไม่หลงตัวและไม่เกิดปมด้อยในจิตใต้สำนึก สังคมจะน่าอยู่ ผู้คนจะน่ารักมากขึ้น

ช่วยกันฝัน ช่วยกันทำให้มากขึ้นเถิด เราจะได้อยู่กันอย่างมีสันติสุขในกลุ่มคนที่มีคุณภาพชีวิต เข้าขั้นมาตรฐานสากลมากขึ้น

คู่มือ 10B

ควรจะมี BRAIN พอๆ กัน จะได้พูดคุยปรึกษาหารือกันได้ถ้าแตกต่าง กันมากก็อาจจะทำให้ชีวิตคู่หดหู่ได้ เพราะอาจจะพูดคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง เหมือนคนที่พูดเรื่องเดียวกันแต่คนละภาษา ทั้งๆ ที่ใช้ภาษาไทยเหมือนกัน นั่นเป็นเพราะ BRAIN แตกต่างกันนั่นเองเมื่อเร็วๆนี้ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ชายหนุ่มฝรั่งมังค่าตาน้ำข้าวคนหนึ่งถึงเรื่องราวของการหาคู่ครองว่าเขามี มุมมองอย่างไร แต่ต้องขออภัยที่ไม่สามารถระบุชื่อเสียงเรียงนามของเขาได้ ชื่อเสียงเรียงนามของเขาอาจจะไม่สำคัญเท่ากับเนื้อหาที่เขาถ่ายทอดออกมา ซึ่งดูน่าสนใจกว่าเยอะเลยเป็นเนื้อหาของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งบอกว่าในฐานะที่เป็นผู้ชายจะหา คู่มาแนบกาย พิจารณาผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งจะเป็นคู่ชีวิตต่อไปในอนาคตอันยาวนานจากอะไร เขาบอกว่าเขาจะพิจารณาจาก 10B ด้วยกัน ซึ่งอาจจะเริ่มจาก B ไหนก่อนหลังก็ได้ แต่ก็อยู่ใน B นี้ก็แล้วกัน มิใช่ว่าเมื่อเอ่ยถึง B แรกแล้วหมายความว่าต้องพิจารณาเป็นอันดับหนึ่ง อาจจะพิจารณาเป็นอันดับสุดท้ายก็ได้ แล้วแต่มุมมองของแต่ละบุคคล แต่สำหรับชายหนุ่มฝรั่งตาน้ำข้าวรายนี้บอกว่า เขาจะดูที่


BEAUTIFUL เป็น B แรก เขาบอกว่า เหตุที่มองเรื่อง BEAUTIFUL หรือ ความสวยงาม ก่อนเป็นอันดับแรกเพราะความสวยงามเป็นจุดที่สัมผัส ได้ทันทีด้วยสายตา เมื่อสัมผัสด้วยสายตาแล้ว ก็ทำให้เกิดความคิดเห็นที่กรองออกมาขั้นต้นว่าชอบหรือไม่ชอบ ถ้าชอบก็อาจจะประสานสัมพันธ์กันต่อไป ถ้าไม่ชอบก็อาจจะเฉยๆ หรือเฟดออกไป ถึงความสวยงามจะไม่มีมาตรฐานกำหนดไว้ชัดเจนว่าแค่ไหน ถึงจะเรียกว่าสวยงาม เพราะรสนิยมหรือความชอบของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันออกไป ผู้หญิงคนเดียวกัน ผู้ชายคนหนึ่งบอกว่าสวย อีกคนหนึ่งบอกว่าไม่สวยก็ย่อมได้ เรียกได้ว่าของแบบนี้อยู่ที่นานาจิตตัง แต่ผู้ชายส่วนมากก็พอมองออกว่า ความสวยงามของผู้หญิงแบบไหนถึงจะเรียกว่าสวย สรุปได้ว่า เขาจะมองที่ BEAUTIFUL หรือความสวยงามเป็นอันดับแรก B ที่สองที่เขามองถัดมาคือ

BODY ซึ่งหมายถึง ร่างกาย หรือ เรือนร่างของผู้หญิง นั่นเอง ขณะที่ผู้ชายคนหนึ่งอาจจะมองว่า เรือนร่าง หรือ "หุ่น" ของผู้หญิงเป็นสิ่งที่ไม่ได้คิดคำนึงแต่อย่างใด ขอให้มีรูปร่างและอวัยวะครบสามสิบสองก็เพียงพอ แต่ก็มีผู้ชายไม่น้อยที่มองเรื่องของ "เรือนร่าง" หรือ "หุ่น" เป็นเรื่องสำคัญด้วย บางคนชอบผู้หญิงหุ่นดีที่ไม่อ้วนไม่ผอมเกินไป ขณะที่ผู้ชายบางคนก็อาจจะชอบหุ่นผอมๆ หรือเจ้าเนื้อหน่อย เคยได้ยินผู้ชายคนหนึ่งบอกว่า เขามักจะมองหาผู้หญิงที่มีหุ่นเล็กๆ หรือตัวเล็กๆ เป็นแฟนเท่านั้น ตัวใหญ่ๆ จะไม่สนใจเลย แต่ผู้ชายส่วนมากก็คงจะเหมือนกับฝรั่งตาน้ำข้าวคนนี้ ที่บอกว่าเขาจะพิจารณาผู้หญิง ที่มาเป็นคู่ครองที่รูปร่างด้วย เขาจะดูว่าหุ่นดีไหม ถ้าหุ่นไม่ดีเขาจะไม่เสียเวลามอง นอกจากดูหุ่นโดยรวมแล้ว บางคนจะพิจารณาเน้นอวัยวะบางส่วนของร่างกายเป็นพิเศษอีกด้วย อย่างเช่นฝรั่งคนที่ว่านี้ เขาจะเน้นที่หน้าอกเป็นพิเศษ ถ้าประเภทหน้าอกไข่ดาวเขาจะไม่มองเลย เคยได้ยิน ดีเจ.รายการทอล์คทางวิทยุคนหนึ่ง ซึ่งถ้าเอ่ยชื่อหลายคนคงรู้จัก ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า เขาชอบเรียวขาของภรรยาของเขามากที่สุด และที่ตัดสินใจแต่งงานกับภรรยา เรียวขาก็มีส่วนกำหนดการตัดสินใจ ทุกวันนี้เขาจะให้ภรรยาใส่กระโปรงสั้น เพื่อโชว์เรียวขาอยู่ตลอด ถ้าใส่กระโปรงยาวเมื่อไร เขาจะหงุดหงิดไม่ค่อยสบอารมณ์ นอกจากชอบเรือนร่าง หรือ BODY ในส่วนของเรียวขาแล้ว ยังมีบางรายให้ความสนใจเป็นพิเศษกับ "ช่วงลำคอ" ต้องคอได้สัดส่วนสวยงาม ระหง ถึงจะเกิดความสนใจเป็นพิเศษ เรื่องของ BODY ก็อยู่ที่นานาจิตตังเช่นกัน B ที่สามคือ

BRAIN หรือ "สมอง" ฝรั่งคนนี้ก็คงเหมือนกับผู้ชายทั่วๆ ไป ที่เวลาคิดจะหาคู่ครองคงมองที่ "สมอง" เหมือนกัน แต่อาจจะมีบางรายเหมือนกัน ที่ไม่สนใจเรื่องสมอง ขอให้สวยงามอย่างเดียวเป็นใช้ได้ "สมอง" ในที่นี้มีความหมายอยู่ที่ สติปัญญา ความรู้สึกนึกคิด ฝรั่งคนนี้บอกว่า BRAIN เป็นเรื่องสำคัญ ควรจะมี BRAIN พอๆ กัน จะได้พูดคุย ปรึกษาหารือกันได้ ถ้าแตกต่างกันมาก ก็อาจจะทำให้ชีวิตคู่หดหู่ได้ เพราะอาจจะพูดคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง เหมือนคนที่พูดเรื่องเดียวกัน แต่คนละภาษา ทั้งๆ ที่ใช้ภาษาไทยเหมือนกัน นั่นเป็นเพราะ BRAIN แตกต่างกันนั่นเอง เรื่องของ BRAIN หรือสมอง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ ที่คนจะนำมาพิจารณา B ที่ 4 คือ

BREAD ที่แปลว่า ขนมปัง นี่แหละ สำหรับคนไทยอาจจะงงๆ ว่า BREAD หรือ ขนมปัง จะมาเกี่ยวอะไรกับการหาคู่ครอง แต่สำหรับฝรั่งมังค่าแล้ว BREAD ที่แปลว่า ขนมปังนี้ มีความหมายถึงการทำขนมปังเป็น หรือทำอาหารให้รับประทานได้ นั่นเอง เขาบอกว่า การทำอาหารได้ดีมีรสชาติเอร็ดอร่อย ก็เป็นคุณสมบัติอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเขาต้องการ เพราะเขาต้องการทานอาหารที่บ้านบ่อยที่สุดเท่าที่จะบ่อยได้ เพื่อความอบอุ่นของครอบครัว จึงอยากได้คู่ครองที่คล่องแคล่วเรื่องอาหารเหมือนกัน ทีแรกนึกว่ามีแต่ชายไทยที่ชอบหาคู่ครองที่ทำอาหารอร่อย ผู้ชายฝรั่งก็ชอบด้วยเหมือนกัน B ทื่ 5 ถัดมาคือ

BREAKFAST ที่แปลว่า อาหารมื้อเช้า B ที่ 5 นี่ยิ่งสร้างความงุนงงเข้าไปใหญ่ว่า BREAKFAST จะมาเกี่ยวข้องอะไรกับการหาคู่ครอง พอได้ฟังเขาอธิบายแล้วถึงร้องอ๋อ เขาบอกว่า BREAKFAST นี่ไม่ได้หมายถึงต้องการให้คนที่จะมาเป็นภรรยาเตรียมอาหารเช้าไว้ให้เท่านั้น แต่ถ้าเตรียมไว้ได้ก็ดี เขาบอกว่า การหาคู่ครองที่สามารถเตรียมอาหารเช้าได้เป็นเพียง กลยุทธ์ ที่จะได้คู่ครองที่ "ตื่นเช้า" เพราะถ้าตื่นเช้าไม่ได้ ก็คงเตรียมอาหารเช้าไม่ได้เช่นกัน เขาฝันอยากได้คู่ครองที่ไม่ต้องทำงานนอกบ้านจึงต้องการคู่ครองที่ตื่นเช้าการบอกให้คู่ครองตื่นเช้า คงฟังไม่ดีเท่าไร แต่ถ้าบอกให้ช่วยเตรียมอาหารเช้าให้หน่อยค่อยดูดีขึ้นมาบ้าง เขาจึงอยากได้พวกที่มีคุณสมบัติ B.........BREAKFAST มาเป็นคู่ครอง B ที่ 6 คือ

BED ที่แปลว่า เตียงนอน แต่ฝรั่งตาน้ำข้าวคนนี้ไม่ได้มุ่งหาคู่ครองที่ชอบสะสมเตียงนอนหรือชอบนอนเขาหมายถึง"กิจกรรมบนเตียง" ของชายหนุ่มหญิงสาวมากกว่า เขาจึงเอยคำว่า BED ออกมาเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการมองหาคู่ครองของเขา

เขาบอกว่าเพศสัมพันธ์ที่ไปกันได้ดี เป็นสิ่งที่เขาต้องนำมาพิจารณานั่นหมายถึงว่า เขาจะต้องมีเพศสัมพันธ์กับคนที่จะมาเป็นคู่ครองของเขาก่อนแต่งงาน เรื่องกิจกรรมบนเตียงก่อนแต่งนี่ สำหรับคนไทยอาจจะสองจิตสองใจ แต่สำหรับฝรั่งมังค่าถือเป็นเรื่องธรรมดา เขาจึงพิจารณาถึง BED ในการเลือกคู่ครองด้วย B ที่ 7 นี่ก็เด็ดสะระตี่ ดีเหมือนกัน คือ

BLAND ที่แปลว่า ประจบประแจง เขาบอกว่าผู้หญิงที่ประจบประแจงเก่ง จะเป็นตัวเร่งเสน่ห์ในตัวเองให้เกิดขึ้น ซึ่งแตกต่างจากผู้หญิงที่เฉยๆ เขารู้สึกว่ามันจืดชืดเย็นชา สำหรับ B ที่ 8 คือ

BEWITCH ที่มีความหมายว่า "มีเสน่ห์ให้คนหลงใหล" เขาบอกว่าคุณสมบัติข้อนี้เป็นสิ่งที่หายาก แต่เขาก็ยังอยากหา เพราะเขาไม่ต้องการหลงใหล คนที่จะมาเป็นคู่ครองของเขาเพียงแค่ประเดี๋ยวประด๋าว 2-3 ปี หลังแต่งงานเท่านั้น แต่เขาต้องการหาหญิงสาวที่มีเสน่ห์ให้เขาหลงใหลอยู่ตลอดเวลาตราบนานเท่านาน เรื่องของเสน่ห์นี่ก็เป็นเรื่องที่พูดยาก เพราะเสน่ห์ที่ดึงดูดใจคนๆ หนึ่ง อาจไม่ดึงดูดใจคนอีกคนหนึ่งก็ได้ เป็นเรื่องของต่างจิตต่างใจอีกเหมือนกัน หันมาทาง B ที่ 9 คือ

BACK UP ที่มีความหมายว่า สนับสนุนอยู่ข้างหลัง หรือเป็นทัพหลังที่คอยส่งเสริมให้คู่ครองได้ดี เขาบอกว่าคุณสมบัติข้อนี้เป็นสิ่งที่เขาใฝ่หาเหมือนกัน เพราะเขาเชื่อว่าถ้าชีวิตจะก้าวหน้าได้ เขาต้องมี BACK UP ที่เข้มแข็ง เขาจึงพยายามหาผู้หญิงที่เขาคิดว่าน่าจะเป็น BACK UP ให้เขาได้เป็นอย่างดี BACK UP ก็มีทางทำได้หลายทาง ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาต้องการเน้นด้านไหน แต่พอเขาเอ่ย B ที่ 10 ออกมา จึงพอรู้ได้ทันทีว่าเขาต้องการให้คู่ครอง BACK UP ด้านไหน เพราะ B ที่ 10 ที่เขาต้องการคือ

BIG BANK (ACCOUNT) ที่พอจะหมายความได้ว่า มีเงินเยอะๆ ในบัญชีที่ธนาคาร เขาบอกว่าเขาไม่ต้องการกัดก้อนเกลือกินหลังแต่งงาน แต่เขาต้องการให้ครอบครัว มีชีวิตที่สุขสบายตามสมควร โดยเฉพาะลูกที่จะเกิดตามมา เขาจึงต้องหา BIG BANK มาบวกกับ BIG BANK ของเขา หรือมาเพิ่มให้เกิด BIG BANK ของครอบครัวด้วยกัน ทั้งหมดนี่ก็เป็นความฝันที่ต้องการให้เป็นไปได้จริงของชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งมองหาหญิงสาวมาเป็นคู่ครอง สาวไทยคนไหนที่มีคุณสมบัติ 10 B ตามที่จาระไนมาทั้งหมดนี้ ก็ลองติดต่อมา จะหาทางแนะนำให้รู้จัก เผื่อศรรักจะปักอกเข้าให้บ้างไงล่ะ